วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

News : TSMC ยืนยันต่อไปนี้จะเป็นผู้ผลิตชิปตระกูล A-series ให้กับ Apple

       แอปเปิลได้เซ็นสัญญากับ TSMC ให้เป็นผู้ผลิตชิปตระกูล A-series สำหรับอุปกรณ์ iOS ของแอปเปิลเริ่มต้นปีหน้า โดย TSMC จะเริ่มใช้เทคโนโลยีสถาปัตยกรรมขนาด 20 นาโนเมตรในการผลิตชิปให้แก่แอปเปิล
       ในรายงานระบุว่าทั้งสองบริษัทเร่ิมมีการเจรจากันตั้งแต่ปี 2010 แล้ว แต่เพราะข้อจำกัดทางเทคนิคทำให้ TSMC ไม่สามารถผลิตชิปได้มากพอที่แอปเปิลต้องการ อีกทั้ง yield rate ที่ไม่ดีพอ ทำให้แอปเปิลไม่ได้เซ็นสัญญากับ TSMC อย่างเป็นทางการ

        ตัวแทนจาก TSMC บอกว่า แอปเปิลขอที่จะเข้าลงทุนในบริษัท TSMC หรือไม่ก็ให้ TSMC มีโรงงานเผื่อไว้เพื่อการผลิตชิปให้แก่แอปเปิลโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม TSMC ตัดสินใจที่จะไม่ยอมรับข้อเสนอสองข้อนี้จากแอปเปิล เพราะบริษัทต้องการเป็นอิสระจากการตัดสินใจของแอปเปิล และต้องการความยืดหยุ่น
       ก่อนหน้านี้ แอปเปิลได้เลือกซัมซุงเป็นผู้ผลิตชิปตระกูล A-series สำหรับอุปกรณ์ iOS โดยความสัมพันธ์ระหว่างแอปเปิลกับซัมซุงมีมานานตั้งแต่สมัยที่ซัมซุงเริ่มผลิต iPod ให้แก่แอปเปิล หลังจากที่แอปเปิลไม่พอใจผู้ผลิตรายก่อนที่ชื่อ PortalPlayer แม้ว่าแอปเปิลรู้ตัวว่าซัมซุงเองก็มีธุรกิจที่แข่งขันกับตัวเองอยู่ แต่ซัมซุงสัญญาว่าบริษัทที่รับจ้างผลิตชิ้นส่วนกับบริษัทซัมซุงที่วางขายอุปกรณ์ของตัวเองมีธุรกิจที่แยกกัน และไม่มีการแชร์ข้อมูลลับแก่กันและกัน แต่ในตอนนี้ซัมซุงกลายเป็นคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดของแอปเปิล
        แม้ว่าแอปเปิลพยายามที่จะลดความพึ่งพาซัมซุงลง แต่ซัมซุงยังคงแสดงเจตนาต้องการให้แอปเปิลเลือกพวกเขาในการผลิตชิปต่อไป เพราะรายได้ 17% ของซัมซุงมาจากการขายชิ้นส่วนให้แก่แอปเปิล

Cr : blognone.com

News : มาอีกแล้ว!! ภาพแบตเตอรี่สำหรับ iPhone 5S จากโรงงาน

       ล่าสุดได้มีการเผยภาพของแบตเตอรี่ซึ่งจะมีการใช้งานอยู่ใน Apple iPhone 5S รุ่นใหม่ออกมา ซึ่งจากภาพที่ออกมาไม่ได้มีการแสดงรายละเอียดบนแบตเตอรี่แต่อย่างใด โดยทาง Nowhereelse.frได้เป็นผู้ที่แสดงภาพนี้ออกมา ในภาพนั้นเป็นภาพของแบตเตอรี่ ที่ว่าจะกันว่าจะมีการใช้งานอยู่ใน iPhone 5S

       สำหรับแบตเตอรี่ที่จะมีการใช้งานอยู่บน iPhone 5S นั้น คาดว่าจะมีความจุที่มากกว่า แบตเตอรี่บน iPhone 5 เนื่องมาจาก ภาพที่มีการเผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้ ที่แสดงให้เห็นถึงอุปกรณ์บนตัวเครื่อง ซึ่งมีเลขรหัสชิ้นส่วน ของแบตเตอรี่ไม่เหมือนกัน


News : แอปเปิลจดสิทธิบัตร ช่องเสียบ USB ที่อ่าน SD Card ได้

        สำนักงานดูแลสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ (USPTO) ได้เผยแพร่สิทธิบัตรของแอปเปิล "Combined input port" ที่จะทำให้พอร์ตเพียงพอร์ตเดียว รองรับการเชื่อมต่อหลายรูปแบบได้มากขึ้นด้วยการเพิ่ม contact surface ให้รองรับการเชื่อมต่อหลายแบบ โดยหนึ่งในตัวอย่างที่แอปเปิลได้เลือกใช้ คือพอร์ต USB ที่รองรับการอ่าน SD Card ได้ไปในตัว เชื่อว่าวิธีนี้เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ MacBook Air ขนาด 11 นิ้วสามารถอ่าน SD Card ได้


       สิทธิบัตรฉบับนี้ยังอยู่ในขั้นตอนรอการรับรองจาก USPTO แม้ว่าแอปเปิลได้ยื่นจดสิทธิบัตรฉบับนี้ไว้แล้วตั้งแต่ปี 2011 อย่างไรก็ตาม แอปเปิลเป็นหนึ่งในบริษัทไอทีหลาย ๆ แห่งที่ยื่นจดสิทธิบัตรต่าง ๆ ไว้ แล้วไม่ได้นำมาใช้ในสินค้าตัวเองจริง


Cr : blognone.com

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

News : เผยภาพแรกของ iPhone 5S กับชิ้นส่วนหน้าจอ ในสายการผลิต

       เว็บไซต์ G4Games ได้โพสภาพที่ได้มาจาก Weibo เว็บบล็อกชื่อดังของประเทศจีน โดยอ้างว่า เป็นภาพของ หน้าจอ iPhone 5S (ไอโฟน 5S) ขณะอยู่ในสายการผลิต
       สำหรับภาพ ชิ้นส่วน iPhone 5S (ไอโฟน 5s) นั้น เคยมี ภาพหลุด ให้ชมกันแล้วก่อนหน้านั้น แต่ภาพนี้ ถือเป็นภาพแรกที่อยู่ในระหว่างการผลิตครับ
       ส่วน สเปค iPhone 5S (ไอโฟน 5S) แม้ว่าในตอนนี้จะยังไม่มีข้อมูลยืนยันรายละเอียด แต่คาดว่า น่าจะมีขนาดหน้าจอเท่ากับ iPhone 5 ปรับปรุงฮาร์ดแวร์ภายใน พร้อมกล้องความละเอียด 13 ล้านพิกเซล คาดว่า น่าจะเปิดตัวช่วงเดือนกันยายน - ตุลาคมนี้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

News (ข่าวลือ) : ภาพหลุดครั้งแรกของฝาหลัง iPhone 5S มาพร้อมระบบแฟลชคู่แบบใหม่, แบตใหญ่ขึ้น


 photo 6-23-201310-12-27PM.png
       ถึงแม้แอปเปิลจะเก็บความลับในฝั่งอเมริกาอย่าง iOS 7 หรือ Mac Pro ได้ดีแค่ไหน แต่กับ iPhone ที่มีการผลิตในฝั่งเอเชียนั้น เรายังคงเห็นภาพหลุดกันอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเว็บชื่อดัง MacRumors ได้รับภาพหลุดฝาหลังของ iPhone 5S เป็นครั้งแรก ถึงแม้จะแทบไม่มีความต่างกับ iPhone 5 เลย แต่เราก็ได้เห็นระบบแฟลชแบบใหม่เป็นครั้งแรก
       แฟลชบน iPhone 5S นั้นมีข่าวลือมานานว่าจะเป็นระบบแฟลชคู่ (Dual LED-Flash) ซึ่งจะทำให้ภาพที่ถ่ายในที่มืดมีความชัดเจนและสวยเนียนมากขึ้น ตอนนี้ก็มีสมาร์ทโฟนหลายตัวที่เลือกใช้ระบบแฟลชนี้กันแล้ว
นอกจากภาพหลุดด้านหลังแล้ว ยังมีภาพหลุดที่เป็นแผงวงจรด้านใน ซึ่งมีจุดที่น่าสนใจดังนี้
  • แผงวงจรนั้นเหมือนกับแผงวงจรที่หลุดในข่าวก่อนหน้านี้
  • ชิปที่ใช้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าชิป A6 บน iPhone 5 แต่ไม่มีการระบุชื่อของชิปลงไป
  • แบตมีขนาดใหญ่กว่าเดิมเล็กน้อย และความจุที่เขียนว่า 5.92 Whr นั้นก็มากกว่าแบตของ iPhone 5 ที่ความจุ 5.45 Whr เพียงเล็กน้อย
 photo iphone_5s_low_cost_design_rear-620x600-1.jpg
       นอกจากนั้นยังมีภาพของเคสสำหรับ iPhone 5S ที่เป็นภาพร่างส่งให้ตามโรงงานผลิตเคสกันล่วงหน้า ซึ่งคาดว่าจะเป็นขนาดที่หลุดออกมาจากโรงงานผลิตไอโฟน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งภาพนี้ค่อนข้างเชื่อถือได้ จากการระบุช่องแฟลชของ iPhone 5S เป็นแบบยาว ทำให้ความน่าเชื่อถือของทั้งสองข่าวมากขึ้นตามไปด้วย
 photo iphone_5s_low_cost_design_bottom-1.jpg photo iphone_5s_low_cost_design_front.jpg
       โดยจากภาพร่างนี้ iPhone Mini หรือไอโฟนราคาถูกนั้นจะมีขนาดที่ใกล้เคียงกับ iPhone 5S มาก เพียงแต่จะมีความหนามากกว่าเล็กน้อย และขอบด้านหลังของเครื่องจะมีความนูน ไม่แบนราบเหมือน iPhone 5S
หลายสำนักข่าวรายงานตรงกันว่า iPhone 5S และ iPhone Mini น่าจะเปิดตัวในช่วงเดือนกันยายนนี้

Cr : macthai.com 

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

บทความ : รู้จักกับ Activation Lock ฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 7 หายนะสำหรับผู้ลงแอพร้านตู้

 photo Screen-Shot-2556-06-18-at-192929-640x3271.png
       ในบทความนี้ ทีมงาน MacThai อยากจะเขียนก่อนที่ iOS 7 จะออก กันไว้ก่อนเผื่อผู้ใช้ iPhone จะได้ไม่ต้องเจออะไรที่มันร้ายแรงนัก
       ที่จั่วหัวอย่างแรงว่า “หายนะ” นี้ เนื่องจากเราเห็นว่าคนไทยนั้นชอบลงแอพร้านตู้ และประเด็นสำคัญคือ iOS 7 นั้นมีฟีเจอร์ใหม่คือ Activation Lock ใช้ร่วมกับ Find My iPhone

 photo find-my-iphone-640x345.png

Find My iPhone กันขโมยล้างข้อมูลในเครื่องไม่ได้

       ก่อนจะให้เข้าใจถึงความร้ายแรงของฟีเจอร์นี้ เราจึงต้องมาอธิบายกันก่อนว่าฟีเจอร์นี้ทำงานอย่างไร โดยปกติแล้ว คนที่ใช้อุปกรณ์ iOS มักจะมี Apple ID ผูกติดกับ iCloud
       Find My iPhone นั้นมีไว้ช่วยเหลือผู้ที่ทำอุปกรณ์ของแอปเปิลหาย เมื่อก่อนมีเฉพาะบน iPhone แต่ปัจจุบันครอบคลุมถึง iPad, iPod touch และ Mac แล้ว การทำงานของ Find My iPhone คือจะติดตามอุปกรณ์ที่หาย และเมื่ออุปกรณ์นั้นสามารถส่งสัญญาณกลับมาได้ (ต่อเน็ตได้) เราก็จะทราบว่าตัวเครื่องนั้นอยู่ที่ไหน และสามารถสั่งล็อคเครื่องหรือสั่งล้างเครื่องเลยก็ได้
       ทีนี้ปัญหาเกิดเมื่อ ระบบ Find My iPhone แบบเก่า ถ้าคุณตั้งรหัสล็อคแล้ว ถึงแม้จะไม่มีใครสามารถเข้าเครื่องคุณได้โดยตรง แต่ถึงอย่างนั้นเครื่องคุณนั้นยังถูกขายต่อได้อยู่ดี เพราะแค่หัวขโมยล้างเครื่อง, Restore เครื่อง, ลง OS ใหม่อีกรอบ ก็สามารถนำเครื่องไปใช้ต่อได้ทันที เหมือนเครื่องเปล่าอย่างไงอย่างงั้น
 photo ios7-activation-lock-235x426.png

Activation Lock คืออะไร ?

       Activation Lock จะมาช่วยในส่วนนี้ คือการจะกระทำใด ๆ กับเครื่องก็ตาม เช่น Restore เครื่อง, ปิดระบบ Find My iPhone, ทำการลงทะเบียนอุปกรณ์ใหม่ ต้องใส่ Apple ID และรหัสผ่านของคุณทุกครั้ง เนื่องจากตัวเครื่องนั้นเป็นของคุณ
       ย้ำอีกครั้งคือไม่ว่าจะล้างข้อมูลในเครื่องยังไงก็ตาม Restore เครื่องด้วยวิธีไหนก็ตาม พอเปิดเครื่องมาปุ๊บ คุณจะเจอหน้าให้ใส่ Apple ID ถ้าใส่รหัสผิด ก็จะไม่สามารถใช้งานเครื่องคุณได้เลย

แล้วมันร้ายแรงอย่างไร?

       ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์อย่างมากก็จริง แต่ก็ยังมีคนไทยส่วนหนึ่งที่ยังไม่รู้ว่า Apple ID คืออะไร เพราะคนไทยหลายคนที่ซื้อ iPhone มาแล้วก็จะไปที่ร้านตู้ ให้ลงแอพลงเกมให้ และจ่ายเงินเท่าไรก็ว่ากันไป
       ปัญหามันจะเกิดขึ้นเมื่อร้านตู้ที่ไม่ซื่อสัตย์ใส่ Apple ID ของเขาไปในอุปกรณ์ของคุณ เปิด Find My iPhone ด้วย Apple ID ของเขา เขาสามารถจะล็อค จะลบข้อมูล จะทำอะไรกับเครื่องของคุณก็ได้ และเอาเครื่องคุณเป็นตัวประกัน ต้องจ่ายเงินให้เขา แล้วเขาจะปลดล็อคให้! คุณจะขายต่อก็ไม่ได้ ต้องให้เขาปลดล็อค คือมันแทบจะเป็นเครื่องของเขาแล้วคุณเช่าเครื่องเขามาใช้ แต่ความจริงแล้วมันเป็นเครื่องของคุณ
 photo ios-app-640x360.jpg

กันไว้ดีกว่าแก้

       สรุปเมื่อเราทราบข้อมูลดังนี้แล้วล่ะก็
  • การใช้ Apple ID คนอื่นในเครื่อง ไม่เป็นผลดี และยิ่งใน iOS 7 ความเป็นเจ้าของเครื่องจะไปอยู่ที่เจ้าของ Apple ID เป็นหลัก
  • ถึงแม้ Apple ID ที่ใช้ซื้อแอพ กับ Apple ID ที่ใช้ติดตั้งเป็น iCloud ของเครื่องอาจจะเป็นคนละอันได้ แต่การให้คนภายนอกมากด Login / Logout Apple ID บนเครื่องของเรา (ถึงแม้จะเรียกเราใส่รหัสผ่าน แต่บางคนจะให้รหัสผ่านไปโดยง่าย) มันไม่ใช่ผลดีแน่นอน และผู้ใช้ที่ไม่รู้เรื่องไอทีมากนักอาจจะรู้ไม่เท่าทันร้านตู้บางร้านก็ได้
  • ถึงเครื่องจะอยู่ในมือเรา แต่ถ้า Apple ID ที่ใช้กับ iCloud และ Find My iPhone เป็นของตู้ขายมือถือ เกิดปัญหาอะไรคุณต้องวิ่งไปที่ร้าน เครื่องหายโดนล้างข้อมูล เปิดขึ้นมาก็ต้องใส่ Apple ID ของร้าน มันจะไม่ใช่เครื่องของคุณอีกต่อไป
  • ใครที่คิดจะใช้ iOS 7 บน iPhone, iPad, iPod touch แล้วยังคงลงแอพร้านตู้อยู่ แอพเหล่านั้นมันไม่ใช่ของคุณ ส่วนจะจ่ายเงินเมื่อไรและเท่าไรนั้นแล้วแต่นโยบายขูดรีดของแต่ละร้าน
  • ทางเลือกคือ ทีมงานอยากให้คนไทยหันมาซื้อแอพแท้ หันมาใช้ Apple ID กัน เนื่องจากแอพนั้นราคาก็ถูก เกมส์สุดฮิตราคาไม่ถึง 30 บาท ไม่ได้แพงไปกว่าข้าวที่คุณทาน 1 จานสักเท่าไร แถมยังอัพเดตได้เรื่อย ๆ มีฟีเจอร์ใหม่ก็ได้ใช้ทันที และหากมีปัญหาแอพเด้งส่วนใหญ่ผู้พัฒนาแอพก็มักจะออกอัพเดตมาแก้อย่างรวดเร็ว ทำให้แอพกลับมาทำงานปกติได้
  • คนไทยจะได้ไม่โดนร้านตู้หลอกเก็บเงินไปเรื่อย ๆ เนื่องจากร้านตู้นั้น หลายแอพก็เป็นแอพฟรี ถึงจะเป็นแอพเสียเงิน แต่หลายแอพเขาก็สอยมาฟรี หรือราคาถูก โดยรอช่วงโปรโมชั่น ที่จะมีอยู่เรื่อยๆ
  • การเลือกไม่ลง iOS 7 ซะเลยไม่ใช่ทางออก เพราะแอพใหม่ ๆ หลายแอพมักจะรองรับ iOS รุ่นใหม่เท่านั้น (เช่นตอนนี้หลายแอพรองรับเฉพาะ iOS 6)
       ทางทีมงานเห็นมาบ่อยว่าคนไทยมักจะชอบเจอปัญหาที่ลงแอพร้านแล้วแอพเด้ง แอพไม่สมบูรณ์ ต้องกลับไปให้ร้านแก้ให้ อัพเดตให้ แล้วจะเสียเท่าไรก็แล้วแต่นโยบายของแต่ละร้านอีก แล้วก็ชอบบ่นว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ของแอปเปิลปัญหาเยอะ ทั้งที่ความจริงแล้ว เรื่องทั้งหมดเกิดจากความไม่รู้ของเราเอง

สมัคร Apple ID กันเถิด จะเกิดผล

       เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว การมี Apple ID ติดตัวไว้นั้นเป็นเรื่องดีอย่างแน่นอน แค่สมัครตามขั้นตอนไม่กี่นาทีคุณก็ได้ Apple ID มาใช้แล้ว (ต้องลง iTunes ก่อน) โดยขั้นตอนมีดังนี้
  1. เปิด iTunes เข้า iTunes Store
  2. เลือกกดซื้อแอพฟรีสักแอพ
     photo Screen-Shot-2556-06-19-at-172922.png
  3. จะขึ้นหน้าต่างมาแบบนี้ กด Create Apple ID
     photo Screen-Shot-2556-06-19-at-172932.png
  4. ทำตามขั้นตอนจนเสร็จสิ้น
       วิธีการนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตในการสมัคร Apple ID (หากเจอหน้าเรียกหาบัตรเครดิตจะมีช่อง None ให้เลือกช่องนั้น)
เพียงขั้นตอนง่าย ๆ ท่านก็ได้ Apple ID มาใช้แล้ว
       ทางทีมงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คนไทยจะได้หันมาซื้อแอพที่มีลิขสิทธิ์มากขึ้น เพราะแอพที่มีลิขสิทธิ์นั้น ซื้อเองยังไงก็คุ้มกว่า เพราะอัพเดตได้ เนื่องจากเป็นของเราเอง ถึงแม้เราจะต้องมาเสียเวลาจัดการเครื่องด้วยตนเองบ้างก็ตาม แต่คำนวณกับความเสี่ยงแล้วยังไงก็คุ้มกว่าจะไปให้ร้านตู้จัดการให้อยู่ดี

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

News : รู้จักเขามากขึ้น "Craig Federighi" พระเอกงาน WWDC'13 ชายผู้กุมชะตา iOS คนใหม่

       ข่าวนี้เป็นข่าวเก่าเชิงประวัตินะครับ ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ชม Keynote งาน WWDC'13 ที่ผ่านมาแล้วไม่สะดุดกับชายคนนี้ "Craig Federighi" เขาเป็นรองประธานฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์สำหรับแมคมาก่อน และหลังจากแอปเปิลปรับทีมบริหารครั้งใหญ่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมานั้นเขาได้รับหน้าที่เพิ่มเติมในการดูแลพัฒนา iOS โดยเป็นการรับช่วงต่อจาก Scott Forstall ที่ถูกบังคับให้ลาออกไป

     Federighi มีบทบาทบนเวที WWDC'13 มากที่สุด เพราะเขารับผิดชอบทั้ง OS X และ iOS และไม่ว่าเขาจะสาธิตซอฟต์แวร์หรือพยายามจะเล่นมุกอะไรบนเวที คนดูจำนวนมากก็ล้วนแต่จับจ้องเขาอย่างละสายตาไม่ได้เลยสักช่วง เรียกได้ว่าเมื่อเทียบกับผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆ เขาเป็นคนที่มีบุคลิกสนุกสนานและเป็นธรรมชาติที่สุดเมื่ออยู่บนเวที (เทียบกับความเหนื่อยล้าของ Phil Schiller บนเวทีน่าจะเห็นภาพความแตกต่างชัดเจนที่สุด)
       ถึงแม้ว่า Jony Ive จะเป็นผู้ออกแบบดีไซน์ของ iOS 7 แทบทั้งหมด แต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยพูดถึง Federighi ผู้มีความสำคัญต่อการพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ที่อยู่เบื้องหลังงานดีไซน์นั้นเลย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเขาก็ได้แสดงให้ทุกคนเห็นแล้วว่าเขาทุ่มเทกับผลงานชิ้นนี้มากแค่ไหน
       Federighi ทำงานร่วมกับ Steve Jobs มาก่อนที่ NeXT เมื่อแอปเปิลเข้าซื้อ NeXT ในปี 1996 เขาก็ได้เข้ามาอยู่กับแอปเปิล หลังจากนั้นไม่นานเขาออกไปเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการและเทคโนโลยีของบริษัท Ariba ซึ่งภายหลังถูกซื้อไปโดยบริษัท SAP แต่เขาลาออกก่อนหน้านั้นเพื่อกลับไปร่วมงานกับแอปเปิลอีกครั้งในปี 2009 ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์แมค
       Will Shipley ผู้เคยร่วมงานกันที่ NeXT กล่าวถึงบุคลิกของ Federighi ว่า "เขาเป็นคนที่ดูสูงและรูปหล่อ อีกทั้งรอยยิ้มของเขาก็ดูเป็นกันเอง แน่นอนว่าเขามีเสน่ห์ที่เหลือล้น" Shipley ยังเล่าต่อว่า "เขาเป็นคนตรงไปตรงมา เป็นคนธรรมดาที่ไม่ถือตัว สิ่งที่เขาแคร์มากกว่าคือการได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องและมันต้องออกมายอดเยี่ยม" ดูเหมือนว่าสิ่งที่ Shipley พูดจะตรงกับสิ่งที่เราเห็นบนเวที
       งานนี้คงต้องรอดูกันไปอีกยาวว่า Federighi จะสร้างผลงานอันน่าประทับใจแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน แม้เขาจะโปรยเสน่ห์จากงานนี้ไปไว้เยอะมาก แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่ามุกสดอันน่าประทับใจบนเวทีก็คงหนีไม่พ้นการได้เห็น "สินค้าที่ยอดเยี่ยมและน่าตกตะลึง" จากแอปเปิลครั้งแล้ว ครั้งเล่านั่นเอง

News : 5 ข้อดีของ iTunes Radio บน iOS 7


       หนึ่งในคุณสมบัติใหม่ของ iOS 7 ก็คือ iTunes Radio แต่หลังงานเปิดตัวดูเหมือนจะค่อนข้างเงียบสำหรับฟีเจอร์ใหม่นี้อาจเป็นเพราะใช้ได้เฉพาะ Apple ID US เท่านั้น(ประเทศอื่นต้องรออีกสักพัก) ซึ่งคาดว่า Apple ตั้งใจทำแอปนี้ขึ้นมาเพื่อเจาะตลาดเพลงให้คลอบคลุมมากขึ้น ซึ่งจริงๆแล้ว iTunes Radio คือบริการฟังเพลงออนไลน์ที่สามารถเลือกแนวเพลงที่ชอบและสามารถกดซื้อได้ทันที ส่วนข้อดีทาง deluxebattery.com ได้เขียนไว้ 5 ข้อดังนี้


1 มันจะเป็นวิทยุส่วนตัวของคุณที่สามรถใช้งานได้ทั้ง iPhone, iPad, iPod touch, Mac, PC, Apple TV


2 คุณจะมีตัวเลือกที่มากมายโดยมีสถานีมากกว่า 200 สถานีให้เลือก หากชอบเพลงไหนก็กด "Wish List" เพื่อซื้อเพลงนั้นได้


3 บริการผ่านทาง iCloud คุณสามารถจัดเก็บมากกว่า 25,000 เพลงและเมื่อคุณซื้อผ่าน iTunes จะปรากฏบน iDevice อื่นได้ด้วยการล็อกอิน iCloud เดียวกัน


4 Siri เก่งและฉลาดขึ้น รู้จักเพลงและสามารถพูดคุยเกี่ยวกับเพลงได้เช่น “Who sings this?”  “Play more like this”

5 คุณะสามารถเข้าถึงเพลงใหม่ๆได้ทุกสัปดาห์ผ่าน iTunes 


Cr : deluxebattery.com

News : เผยหน้าตา iOS 7 บน iPad จาก Xcode 5

       จากงานเปิดตัว iOS 7 ใน WWDC อินเทอร์เฟซใหม่ชุดแรกที่โชว์ในงานยังมีแค่ของ iPhone/iPod รวมถึงเฟิร์มแวร์ตัว beta ที่ปล่อยหลังงานด้วย แต่สำหรับคนที่อยากเห็นบน iPad ตอนนี้ก็มีภาพของ iOS 7 บน iPad ออกมาให้ดูเป็นบางส่วนแล้วครับ
       ภาพทั้งหมดได้มาจากเว็บไซต์ภาษาเยอรมัน apfelpage.de ที่บอกว่าดึงภาพมาจาก Xcode 5 โดยรวมแล้วอินเทอร์เฟซของ iOS 7 บน iPad ไม่ได้ต่างจากของ iPhone/iPod มากนัก รวมถึงการวางตำแหน่งก็ไม่ได้ต่างจาก iOS เวอร์ชันเก่ามากเช่นกัน
     ที่ดูต่างจาก iPhone/iPod มากที่สุดคงเป็น Control Center ครับ (ดูดีกว่ามากด้วย) ดูภาพตัวอย่างได้จากท้ายข่าวเลยครับ

Notification Center

F44ACC9D 8D87 4B83 AFEA 0D69C90C318F Erste Bilder: So sieht iOS 7 auf dem iPad aus

Kontakte

76C4E4F6 F2B5 4E7E 87DD FFAD39083BBD Erste Bilder: So sieht iOS 7 auf dem iPad aus

Game Center

8BBAD0D8 126F 42E5 BBF1 F22EEB9A02AF Erste Bilder: So sieht iOS 7 auf dem iPad aus

Spotlight Suche

66C84E48 D0CE 408E 893D 8142569C45BE Erste Bilder: So sieht iOS 7 auf dem iPad aus

Einstellungen

DF565685 DEEF 4C14 B9A2 3FF62A8B21EC Erste Bilder: So sieht iOS 7 auf dem iPad aus

Safari

36EE57C2 F231 4108 A34F A42014EBEF95 Erste Bilder: So sieht iOS 7 auf dem iPad aus
CFBEE1E0 50E8 4EF3 B4C9 9EA83C64F4DF Erste Bilder: So sieht iOS 7 auf dem iPad aus

Karten

A84887F0 63D4 4E7F 9D51 2AF85487A2D0 Erste Bilder: So sieht iOS 7 auf dem iPad aus

Control Center

9FEABB3F 17D8 4AA9 B8F8 8524DA6E4B18 Erste Bilder: So sieht iOS 7 auf dem iPad aus

วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

News : Office Mobile สำหรับ iPhone มาแล้ว

      Microsoft Office รุ่น iOS เป็นข่าวมานาน ตอนนี้ไมโครซอฟท์ก็ออกมาให้ดาวน์โหลดแล้วสำหรับผู้ใช้ Office 365 แบบเสียเงินเท่านั้น สำหรับแอพพลิเคชั่นชุดแรกที่รองรับคือ Word, Excel และ PowerPoint
       ความสามารถพื้นฐานของทั้งสามโปรแกรมจะถูกย่อลงจากเวอร์ชั่นเดสก์ทอป มันสามารถแก้ไขไฟล์ รวมถึงการแก้ไขระหว่างออฟไลน์ได้ และสามารถดูคอมเมนต์ของไฟล์และเพิ่มคอมเมนต์
       ยังไม่รองรับภาษาไทยอย่างเป็นทางการ คนที่ใจร้อนอยากลองคงต้องเสี่ยงกันเอง ถ้าใครลองแล้วผมฝากลองฟังก์ชั่นBAHTTEXT ไว้ด้วยครับ
**ตอนนี้ยังไม่เข้า Stores Thai ใครมี ID US สามารถไปโหลดมาใช้ได้ฟรีคับตอนนี้








วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

News : Macbook Air ใหม่ ประหยัดไฟใช้ได้ 12 ชม, ผลทดสอบเผยความเร็วในการอ่านเกือน 800MB/s !!!


       ของใหม่ชิ้นที่สองต่อจาก OS X 10.9 กลายเป็น MacBook Air ที่ถูกจับมาอัพสเปคด้วยหน้าตาตัวเครื่องแบบเดิมเด๊ะๆ

       สเปคที่บอกบนเวทียังออกมาไม่ครบ หลักๆ คือเปลี่ยนไปใช้ซีพียูอินเทล Core i รหัส Haswell รุ่นประหยัดไฟ ที่เมื่อทำงานคู่กับฟีเจอร์ Deep Idle ของ OS X ตัวใหม่แล้ว จะสามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้นอย่างมาก โดยรุ่นหน้าจอ 11" ใช้ได้ต่อเนื่อง 9 ชั่วโมง ส่วนรุ่น 13" ใช้ได้ 12 ชั่วโมง

       MacBook Air รุ่นใหม่ยังสามารถประมวลผลกราฟิกได้สูงขึ้น 40% จากอานิสงส์ของชิปตัวใหม่ Intel HD 5000, SSD ความเร็วสูงขึ้น 45%, แรมเริ่มต้นที่ 4GB (เพิ่มเป็น 8GB ได้) และรองรับ Wi-Fi 802.11ac แล้ว ข่าวร้ายคือความละเอียดหน้าจอยังเท่าเดิมครับ
ทั้งสองรุ่นที่ว่ามาจะเริ่มขายวันนี้ ราคาไทยออกแล้วตามนี้ครับ
MacBook Air 11"
  • รุ่นความจุ 128GB - 31,900 บาท
  • รุ่นความจุ 256GB - 37,900 บาท
MacBook Air 13"
  • รุ่นความจุ 128GB - 34,900 บาท
  • รุ่นความจุ 256GB - 41,900 บาท
       เช่นเดิม iFixit ได้จัดการแกะ MacBook Air ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงาน WWDC ที่ผ่านมาเรียบร้อยแล้ว โดยในครั้งนี้พวกเขาพบว่าภายในไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ยกเว้นความจุแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นในรุ่น 13 นิ้ว จากเดิม 7.3 V, 6700 mAh มาเป็น 7.6 V, 7150 mAh การเปลี่ยนแปลงนี้ บวกกับชิปเซ็ต Haswell ใหม่ ทำให้ MacBook Air ขนาด 13 นิ้วสามารถใช้งานติดต่อกันได้นาน 12 ชั่วโมง

       อีกส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง ก็คือขนาดของโมดูล SSD ที่มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม แต่หลังจากที่AnandTech ได้ทำการทดสอบความเร็วในการเขียนและอ่านของ SSD ใหม่นี้แล้ว พบว่ามีความเร็วสูงกว่าเดิมมาก โดยความเร็วในการอ่านสูงสุดอยู่ใกล้ 800MB/s แล้ว (ตอนแรกผู้ทดสอบนึกว่าซอฟต์แวร์ที่ใช้ทดสอบมีปัญหา)

News : iOS 7 มิติใหม่แห่ง iOS โดย Jonathan Ive

      ที่งาน WWDC แอปเปิลประกาศเปิดตัว iOS 7 อย่างเป็นทางการแล้ว โดยระบุว่า iOS 7 นี้ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ตั้งแต่แอปเปิลเปิดตัว iPhone รุ่นแรกเมื่อ 7 ปีก่อนครับ
      โดย iOS 7 จะเปลี่ยนไปใช้ UI ที่ Jonathan Ive เป็นคนออกแบบใหม่ทั้งหมด UI ทั้งหมดจะเป็นแบบ Flat และออกไปทางแนวเรียบมากขึ้น ซึ่งดูเผินๆ จะเหมือน Windows Phone อย่างไม่ต้องสงสัยครับ

Design

แอปเปิลรื้อโครงสร้างแบบรื้อทำใหม่ทั้งหมด โดยดีไซน์ก็เน้นไปทาง flat อย่างมาก และแทบไม่เหลือแนวทางการออกแบบของ Scott Frostall เลยแม้แต่นิดเดียว ฟอนต์หลักของระบบก็จะเปลี่ยนไปใช้ฟอนต์ Helvetica แบบ Light ทั้งระบบ (เหมือนกับ Android ทีเปลี่ยนไปเป็น Roboto ทั้งระบบ) และเปลี่ยนธีมสีจากเดิมไปเน้นสีขาวแทน ซึ่งงานนี้มีแต่คนบอกไปเหมือนกับ Windows Phone พอสมควรครับ
นอกจากนี้บางส่วนของ UX แอปเปิลเลือกใช้พื้นหลังแบบโปร่งใสเพื่อให้เรามองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างหลังได้ครับ

Lockscreen

ในส่วน Lockscreen แอปเปิลรื้อทำใหม่ทั้งหมด โดยยังคงนาฬิกาแบบเดิมแต่เอาพื้นหลังออก ส่วนการปลดล็อก เปลี่ยนจากการสไลด์บาร์เพื่อปลดล็อกเครื่องมาเป็นการสไลด์หน้าจอแทน ส่วนการใส่ PIN ก็จะแยกเป็นอีกหนึ่งหน้า
แต่ในหน้า Lockscreen แอปเปิลเพิ่มตัวแสดงให้เห็นว่าเราสามารถลากจากไหนได้บ้าง เช่นจากล่างขึ้่นบนเพื่อเรียก Control Center (จะอธิบายต่อไป) และลากจากบนลงล่างเพื่อเรียก Notification Center เป็นต้น

Homescreen

Homescreen ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ส่วน system bar เอาไอคอน signal strength แบบเก่าออกไปและเปลี่ยนไปใช้แบบจุดแทน นอกนั้นยังคงเหมือนเดิม ไล่ลงมาที่ไอคอน ไอคอนใน iOS 7 ถูกเปลี่ยนเป็นแบบ Flat ทั้งหมด (และมีผลกับแอพพลิเคชันทั้งหมดด้วย โดยต่อให้นักพัฒนาเลือกให้แอปเปิลใส่เอฟเฟค Glass เข้ามา ใน iOS 7 ก็จะถูกเอาออกไป)
นอกจากนี้ยังได้มีการปรับในส่วนโฟลเดอร์ใหม่ด้วย โดยเมื่อแตะเข้าโฟลเดอร์ ก็จะแยกเป็นอีกหนึ่งหน้า แต่เราสามารถใส่ไอคอนได้มากกว่าเดิม เพื่อแยกได้ว่าแอพพลิเคชันที่เราใส่ลงไปในนั้นมีอะไรบ้างเป็นต้น
ลูกเล่นที่แอปเปิลเพิ่มเข้ามาใน iOS 7 ก็คือ เมื่อเราใช้วอลเปเปอร์เป็นรูปภาพ และเอียงเครื่องอยู่ ระบบจะจำลองสภาพ 3D ให้ คือเราจะมองเหมือนกับว่า ไอคอนลอยอยู่เหนือภาพวอลเปเปอร์ครับ และสามารถเปลี่ยนมุมมองไปตามการเอียงเครื่องได้อีกด้วย

Control Center

Control Center เป็นของเล่นใหม่ใน iOS 7 เปรียบได้เหมือนกับ SB Settings หรือ Toggle Settings ใน Android นั่นแหละครับ วิธีการเรียกก็คือการรูดจอจากข้างล่างขึ้นข้างบน โดยในเมนูนี้เราสามารถตั้งค่าในเบื้องต้นได้ เช่นการเปิด-ปิดการใช้ data เปิด-ปิด Wi-Fi เปิดบลูทูธ ปรับแสงหน้าจอ เปิดเพลง เรียกใช้ AirDrop หรือ AirPlay หรือเรียกแอพพลิเคชันด่วนเช่นไฟฉาย เครื่องคิดเลข หรือกล้องเป็นต้น

Application

ในส่วนของแอพพลิเคชัน แอปเปิลรื้อทำใหม่เกือบทั้งหมด ผมแยกเป็น Bullet ไปเลยละกันนะครับ
  • Notification Center เพิ่มส่วน Today และ Missed เข้ามา โดยส่วน Today จะรวม สิ่งที่เราต้องทำในแต่ละวันเอาไว้ ส่วน Missed ก็จะรวม notification ที่เราพลาดไปเอาไว้ครับ
  • Camera เพิ่มตัวเลือกในการตกแต่งภาพหรือ Pre-effect เข้ามา นอกนั้นเหมือนเดิม
  • Photo เพิ่มตัวเลือกในการแสดงภาพแบบตามสถานที่ หรือเลือกแสดงตามเวลาที่ถ่ายภาพได้ครับ (เหมือนๆ กับ HTC Sense 5)
  • AirDrop เป็นฟังก์ชันในการแชร์ข้อมูลผ่าน Wi-Fi หรือ Bluetooth โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะแชร์ไฟล์ดังกล่าวไปหาใคร เช่นแชร์ไปหา iPhone/iPad หรือ Macbook ของเพื่อนเป็นต้น
  • Safari ปรับ UI ใหม่ทั้งหมด เพิ่ม Full screen browsing และสามารถซิงค์ข้อมูลได้กับ iCloud Keychain ได้
  • Siri เพิ่มเสียงเลขาผู้ชายเข้ามา รวมถึงสามารถตอบโต้ในภาษาอื่นได้ รวมถึงเพิ่มการค้นหาจาก Wikipedia และ Twitter เข้ามาด้วย
  • Find my iPhone เพิ่มความปลอดภัยเข้ามาอีกชั้น โดยเมื่อเราใช้คำสั่งล็อกเครื่องจาก Find my iPhone กับเครื่องที่หายไปแล้ว ต่อให้เครื่องถูกสั่ง Remote Erase หรือนำไปล้างข้อมูลใหม่ทั้งหมด ก็จะไม่สามารถ Activate เครื่องได้เพราะแอปเปิลจะย้ายหมายเลขเครื่องเข้าไปยัง Blacklist ซึ่งการปลดล็อกออกจาก Blacklist ก็จะทำได้เพียงแค่ล็อกอินด้วย Apple ID ที่เป็นเจ้าของเครื่องที่ใช้คำสั่งล็อกเครื่องจาก Find my iPhone เท่านั้น

System Core

       ไม่ใช่ดีไซน์ที่เปลี่ยน ในส่วนของระบบก็เปลี่ยนเช่นกัน โดยจากเดิม iOS มีระบบ Multitasking แบบ Active/Non-Active แทน แต่อนุญาตให้บางแอพพลิเคชันสามารถส่ง Push Notification ได้ เช่นทวิตเตอร์ Line หรือเฟสบุ๊กเป็นต้น แต่ใน iOS 7 แอปเปิลเปลี่ยนระบบตรงนี้ใหม่หมด โดยเปลี่ยนค่าการวัดจากเดิมที่เป็น Active/Non-Active มาเป็นการวัด Priority แทนครับ ซึ่งแอปเปิลเรียกตรงนี้ว่า “Full Multitasking”
       คนที่ไม่เคยใช้ Android อาจจะยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้ การวัด Priority ก็คือการให้ระบบกำหนดว่า แอพพลิเคชันตัวไหนเป็นแอพพลิเคชันที่ถูกใช้งานอยู่ โดยให้ค่า Priority เป็นตัวกำหนดนั่นเองครับ
       ถ้าให้สมมุติก็คือ เปิดเครื่องมาใหม่ๆ ยังไม่ได้เปิดแอพใดๆ แล้วเราไปใช้แอพพลิเคชัน Tweetbot ระบบจะถือว่า Process นี้อยู่หน้าสุด อันนี้ Priority ที่ระบบกำหนดให้คือ 1 หรือสำคัญที่สุด ระบบในการประมวลผลส่วนใหญ่จะลงที่แอพนี้ พอเรากดออกมายังหน้าหลัก ค่า Priority ของ Tweetbot ก็จะเท่ากับ 1 อยู่ แต่เมื่อเราเรียก Safari ขึ้นมา ค่า Priority ของ Tweetbot จะเปลี่ยนเป็น 2 และกำหนดค่า Priority ของ Safari เป็น 1 ในกรณีนี้ระบบประมวลผลก็จะแบ่งตามสัดส่วน แต่เน้นการประมวลผลที่ Safari มากกว่า Tweetbot นั่นเอง แต่เมื่อกดกลับมาใช้ Tweetbot ระบบก็จะเปลี่ยนค่า Priority ของ Safari เป็น 2 และเปลี่ยนค่า Priority ของ Tweetbot เป็น 1 และจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุดครับ
       ในการปิดตัวเอง ระบบนี้จะใช้วิธีการวัดว่าแอพพลิเคชันไหนมีสถานะเป็น Active มากที่สุด คือเราสามารถเปิดพร้อมกันได้หลายๆ แอพฯ แต่ในเมื่อมีแอพฯ ที่เราไม่ได้ใช้อยู่เป็นเวลานาน ระบบก็จะเปลี่ยนสถานะของแอพฯ นั้นให้กลายเป็น Suspend ไปนั่นเองครับ ซึ่งเมื่อมีการเรียกแอพในกลุ่มนี้ใหม่ ก็จะกลายเป็นการเรียกแอพแบบ full-load ใหม่อีกครั้ง
       นอกจากนี้แอปเปิลยังเปลี่ยนวิธีการอัพเดตแอพพลิเคชันใหม่ โดยแอพพลิเคชันทั้งหมด จะถูกอัพเดตเองโดยอัตโนมัติ โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสั่งอัพเดตแอพฯ เองอีกต่อไปครับ

Compatibility & Release Date

       เรื่องนี้คงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนใช้งานอุปกรณ์ฝั่ง iOS อยู่ โดยในงานระบุว่าฟีเจอร์บางอย่างของ iOS 7 จะใช้งานได้กับ iPhone 5/iPod Touch (5th Gen)/iPad Mini และ iPad (4th Gen) ครับ ส่วนการติดตั้ง iOS 7 นั้น จะสามารถติดตั้งได้กับ iPhone 4 ขึ้นไป/iPad 2 ขึ้นไป/iPad Mini และ iPod Touch (5th Gen) เท่านั้นครับ
       โดยเวอร์ชันเบต้าสำหรับนักพัฒนาก็มีให้โหลดกันบน iPhone แล้วตั้งแต่วันนี้ ส่วนเวอร์ชันสำหรับ iPad และ iPod Touch จะมาในอาทิตย์หน้า ส่วน iOS 7 ตัวเต็ม ก็จะปล่อยให้ดาวน์โหลดในช่วงปลายปีนี้ครับ

ภาพประกอบ - The Verge