วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

News : Angry Birds กำลังจะมี ‘สวนสนุก’ เป็นของตัวเอง!


ในเวลาอีกประมาณ 1 เดือน สวนสนุก 'Angry Birds Activity Park' จะเริ่มเปิดตัวเป็นครั้งแรก ...
      ปีนี้เป็นปีที่ Rovio ผู้พัฒนา Angry Birds กำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง และการเติบโตที่ว่านั้นไม่ไ้ด้จำกัดเฉพาะออฟฟิศใหม่, พนักงานใหม่, และเกมใหม่เท่านั้น…
      ในเวลาอีกประมาณ 1 เดือน สวนสนุก ‘Angry Birds Activity Park’ จะเริ่มเปิดตัวเป็นครั้งแรกใน Sarkanniemi Adventure Park ในเมือง Tampere ประเทศฟินแลนด์!


     ตอนนี้ทางบริษัทกำลังเจรจากับประเทศต่างๆ เพื่อกระจาย Angry Birds Activity Park ไปทั่วโลก ซึ่งตอนนี้กำลังโฟกัสไปที่ประเทศอังกฤษ, สหรัฐอเมริกา และจีน
    เพียงแต่ Angry Birds Activity Park จะไม่ใช่สวนสนุกที่ตั้งขึ้นมาเดี่ยวๆ โดยจะตั้งอยู่ในสวนสนุกที่มีอยู่แล้วอีกทีครับ และถ้าสวนสนุกยังไม่พออีก ยังมีภาพยนตร์และทีวีซีรี่ส์ของ Angry Birds ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาด้วย! จากที่ดังอยู่แล้วก็ดังเป็นพลุแตก ดังระเบิดระเบ้อ ดังไม่หยุดได้อีก ขึ้นอยู่กับตัวหนังและตัวสวนสนุกแล้วว่าจะทำมาได้ดีแค่ไหน








Cr : noob.in.th

Free App แนะนำ : Call Of Gods EX (Games)

Call Of Gods EX

By Boyo


This app is designed for both iPhone and iPad
  • Free
  • Category: Games
  • Updated: 29 March 2012
  • Version: 1.0.0.3
  • Size: 270 MB
  • Language: English
  • Developer: Shanghai Boyojoy Network Technology Co., Ltd.
Requirements: Compatible with iPhone, iPod touch and iPad.Requires iOS 4.0 or later.










Update : April Fool's Day






วันที่ 1 เม.ย. (April Fools' Day)เป็นวันโกหกของโลก ไม่มีแจก New iPad จริงนะค้าบ 

(ไม่ว่ากันน้าา ^^ lol )









มาดูประวัติของวันนี้สักหน่อยดีกว่า :))


วันโกหกของโลก  (April Fool's Day) 

       วันเมษาหน้าโง่ หรือ วันเอพริลฟูลส์ (อังกฤษ: April Fool's Day) หรือเรียกในชื่ออื่นว่า วันโกหกเดือนเมษายน, วันเทศกาลคนโง่ เป็นเทศกาลในวันที่ 1 เมษายน วันนี้เป็นวันที่จะอนุญาตให้โกหกต่อกันได้ โดยไม่ถือโกรธ ในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับของวันนี้ อาจมีเหตุการณ์น่าตกใจ ตื่นเต้นเป็นหัวข้อข่าว แต่แล้วในวันรุ่งขึ้นต่อมาจึงได้เฉลยว่าข่าวที่ลงไปนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เทศกาลนี้เริ่มขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสและเป็นที่นิยมกันไปทั่วโลก ในประเทศไทยเริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา

         ประเทศฝรั่งเศส ในยุคศตวรรษที่ 16 ตอนนั้นชาวฝรั่งเศสมีวันปีใหม่ตรงกับวันที่ 1 เมษายน กระทั่งมาถึง ค.ศ. 1582 สันตะปาปาเกรกอรีที่ 13 จึงกำหนดให้ชาวคริสต์ทั่วโลกฉลองวันปีใหม่พร้อมกันวันที่ 1 มกราคม

       คราวนี้สมัยก่อน ข่าวสารไม่ได้กระจายรวดเร็วเหมือนสมัยนี้ คนบ้านนอกของฝรั่งเศสบางกลุ่มยังไม่รู้ แถมบางคนได้ยินแล้วก็ยังไม่เชื่อ เลยฉลองวันปีใหม่กันวันที่ 1 เมษายน เหมือนเดิม ทำให้พวกไม่ตกยุคเย้ยหยันพวกตกยุคว่า “หน้าโง่” แถมยังพยายามจะแกล้งหลอกคนกลุ่มนี้เพื่อความสนุกสนานอีกด้วย
ย้อนหลังกลับไปในศตวรรษที่ 16 ประเทศฝรั่งเศสถือว่าวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ ผู้คนจะพากันเฉลิมฉลอง จัดงานเลี้ยง และล้อมวงเต้นรำกันอย่างครึกครื้นจนถึงค่ำ
       
          แต่มาในปี ค.ศ. 1582 พระสันตปาปาเกรเกอรี่ได้ประกาศใช้ปฏิทินใหม่สำหรับชาวคริสต์ ทำให้วันปีใหม่ถูกเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปเป็นวันที่ 1 เดือนมกราคม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหาด้านการสื่อสารที่ล่าช้าในยุคนั้น ยังคงมีประชาชนบางส่วนที่ไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่เชื่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พวกเขายังจัดงานฉลองวันปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายนตามเดิม ทำให้คนอื่นๆ พากันเรียกพวกเขาว่า " พวกเมษาหน้าโง่" (April Fools) แล้วพยายามกลั่นแกล้งคนพวกนี้โดยส่งข้อความไปหลอก หรือล่อลวงให้หลงเชื่อเรื่องโกหกทั้งหลายว่าเป็นเรื่องจริง

         ในปัจจุบัน วันที่ 1 เมษายนจะถูกเรียกว่า "Poisson d'Avril" พวกเด็กๆ จะแกล้งเพื่อนๆ ด้วยการเอากระดาษรูปปลาไปแปะไว้ข้างหลัง เมื่อฝ่ายที่ถูกแกล้งรู้ตัว คนแกล้งจะตะโกนว่า "Poisson d'Avril!" (April Fish!) ซึ่งเป็นคำที่คนฝรั่งเศษใช้เรียกคนที่ถูกหลอก หรือถูกแกล้งในวันที่ 1 เมษายน
และเช่นเดียวกัน ชาวอเมริกันก็นิยมหยอกล้อเพื่อนฝูง หรือคนแปลกหน้าในวันดังกล่าว ซึ่งการโกหกที่เป็นสากลที่สุดในวันนี้ คือการชี้ไปที่รองเท้าของเพื่อน และพูดออกมาว่า "เชือกรองเท้าของเธอหลุดแน่ะ" นอกจากนี้ ถ้าย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 พวกอาจารย์จะแกล้งบอกกับลูกศิษย์ของเขาว่า "ดูโน่นสิ! ฝูงห่าน" แล้วชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า ส่วนในโรงเรียนต่างๆ กลุ่มนักเรียนจะหลอกเพื่อนคนอื่นว่าโรงเรียนงดการเรียนการสอนในวันนั้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการโกหกแบบไหน เมื่อไหร่ที่เหยื่อตกหลุมพรางตามแผนที่คนแกล้งวางเอาไว้แล้ว คนแกล้งจะตะโกนออกมาว่า "April Fool!"

        อีกหนึ่งกลอุบายในการกลั่นแกล้งที่แทบจะกลายเป็นธรมเนียมปฏิบัติ คือการเทเกลือลงในโถใส่น้ำตาลเพื่อแกล้งคนที่นั่งข้างๆ แน่นอนว่าวิธีนี้คงไม่ดีแน่ถ้าจะเล่นกับคนแปลกหน้า แต่สำหรับนักเรียนหอ พวกเขามักจะมีกลเม็ดเด็ดๆ ที่จะทำให้แกล้งฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแนบเนียน แถมได้ผลอยู่เสมอ นั่นก็คือการหมุนเข็มนาฬิกาของตัวเองให้เดินช้า 1 ชั่วโมง เพื่อหลอกรูมเมทให้มาเข้าชั้นเรียนผิดเวลา
หัวใจของการโกหกในวัน April Fool Day คือความตลก โดยเรื่องที่โกหกต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ไม่ทำอันตรายให้คนอื่น ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่เกี่ยวกับความเป็นความตาย เพราะฉะนั้น กลอุบายที่ยอดเยี่ยมที่สุดจะต้องทำให้ทุกคนหัวเราะได้ โดยเฉพาะคนที่ตกเป็นเหยื่อ






Update : Earth Hour 2012 ปิดไฟให้โลกพักสักงีบ 31/3/2555 20.30-21.30น.


Earth Hour 2012 “เธอกล้าท้า ฉันกล้าให้” ปิดไฟให้โลกพักสักงีบ 31/3/2555 20.30-21.30น.




                              


Earth Hour 2011- ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
              Earth Hour ปิดไฟให้โลกพัก เมื่อปี 2554 มีผู้คนทั่วโลกเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า18,000,000,000ล้านคน จากมากกว่า 5,200 เมือง ใน 135 ประเทศจากทั่วทุกทวีป สื่อมวลชนทุกแขนงยกย่องให้เป็น “การรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก”

      Earth Hour 2012- การรณรงค์ที่ไม่ใช่เพียงการปิดไฟ

Earth Hour 2012 ยังคงเป็นกิจกรรมรณรงค์พร้อมกันทั่วโลก แต่นำเสนอแนวคิดที่ไม่ใช่เพียงการปิดไฟ และยังคงใช้โลโก้ 60+และข้อความรณรงค์ ที่สร้างแรงบันดาลใจ และ ผลักดันให้ผู้คนทั่วโลก ให้คำมั่นสัญญาในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่เพียงการปิดไฟ 1 ชั่วโมง ระหว่างกิจกรรม Earth Hour ปิดไฟให้โลกพักEarth Hour 2012 จึงมีความคาดหวัง ที่ผู้คนทั่วโลก จะพร้อมใจกันให้คำมั่นสัญญาในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในระดับโลก Earth Hour 2012 จึงเป็นประเด็นเร่งด่วนในการปกป้องโลก และ ซึมซับความหวังที่จะมีการเปลี่ยนแปลงโลกEarth Hour 2012 ยังเป็นโอกาสในการคาดหวังสิ่งที่ดีที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม เป็นแรงบันดาลใจ การทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้อง และ เป็นแรงผลักดันซึ่งกันและกันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงให้จงได้

     ความสำคัญของ Earth Hour

        วิถีการดำรงชีวิตของเราแต่ละคนล้วนสร้างผลกระทบให้กับโลก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างสุดขีด วิกฤตน้ำท่วม ภัยแล้ง อาหารขาดแคลน การสูญพันธุ์ของพืชพรรณสัตว์ป่า และการตัดไม้ทำลายป่า กิจกรรม Earth Hour 2012 เธอกล้าท้า ฉันกล้าให้ ปิดไฟให้โลกพัก…สักงีบ มุ่งหวังให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมประจำวันของทุกคน ให้ตระหนักถึงการใช้พลังงาน และการบริโภค ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อโลก เราทุกคนล้วนต้องพึ่งพาโลกใบนี้ และเราทุกคนจำเป็นดูแลโลกของเรา ไม่ใช่แค่เพียง 1 ชั่วโมงในช่วงปิดไฟ แต่ต้องทำทุกวัน

      พวกเรามาร่วมกันลงชื่อร่วมกันปิดไฟกันครับ คลิกที่นี่ http://www.earthhourth.com/  แล้วเลือกคลิกร่วมด้วยเพื่อแชร์ต่อ ๆ กันด้วยครับ

ที่มา : iphone-droid.net

Update : Tim Cook เป็นซีอีโอที่ได้รับความนิยมจากพนักงานสูงสุด



    เว็บไซต์ Glassdoor.com เป็นเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตการทำงานของพนักงานในองค์กรใหญ่ๆ (มาแชร์ข้อมูลกันว่าแต่ละองค์กรเป็นอย่างไร เพื่อความโปร่งใสตามชื่อ "ประตูกระจก")
ล่าสุด Glassdoor เปิดให้พนักงานในองค์กรต่างๆ ให้คะแนนซีอีโอของตัวเองว่าเวิร์คไม่เวิร์คแค่ไหน ผลรอบล่าสุดออกมาปรากฏว่า Tim Cook ซีอีโอของแอปเปิลได้คะแนนโหวตจากพนักงานของตัวเองสูงสุดคือ 97% (คนลงคะแนนสามารถให้คะแนนได้ตั้งแต่ 1-5)
อันดับรองลงมาได้แก่
  • Jim Turley (Ernst & Young) 95%
  • Paul Jacobs (Qualcomm) 95%
  • Ken Chenault (American Express) 94%
  • Larry Page (Google) 94%
  • Paul Otellini (Intel) 93%
ซีอีโอของบริษัทไอทีคนอื่นๆ ที่ติดในชาร์ท 25 อันดับแรก ได้แก่
  • Paul Maritz (VMware) 90%
  • Joe Tucci (EMC) 86%
  • Larry Ellison (Oracle) 81%
  • Meg Whitman (HP) 80%
ความน่าสนใจของการโหวตคะแนนซีอีโอของ Glassdoor คือเราสามารถเทียบสถิติของซีอีโอคนปัจจุบัน กับซีอีโอคนก่อนๆ ขององค์กรเหล่านี้ด้วย (Glassdoor เปิดให้โหวตอยู่เรื่อยๆ) ประเด็นที่น่าสนใจมีดังนี้
  • Tim Cook มีคะแนนเฉลี่ยชนะสตีฟ จ็อบส์ด้วยซ้ำ เพราะจ็อบส์ได้คะแนนเฉลี่ย 95%
  • Larry Page ได้คะแนนน้อยกว่า Eric Schmidt (96%) เล็กน้อย
  • Meg Whitman ได้คะแนนมากกว่า Leo Apotheker ซีอีโอคนก่อนมาก (67%)



อันดับคะแนนอื่นๆ ดูได้จาก Glassdoor

Cr : blognone.com , mashable.com , allthingsd.com

วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555

News : เตรียมปิดคดีเสาอากาศ iPhone 4 ผู้ใช้ในสหรัฐฯ ทุกคนสามารถขอเงินคืนได้ 15 ดอลลาร์



        สองปีหลังการเปิดตัว iPhone 4 ที่ใช้เสาอากาศด้วยกรอบโลหะตัวแรกของแอปเปิลและพบว่าเมื่อเอานิ้วแตะรอยต่อระหว่างโลหะสองชิ้นจะทำให้สัญญาณลดลงจนสายหลุด แม้ภายหลังแอปเปิลจะแจก Bumper ให้ แต่ผู้ใช้จำนวนหนึ่งก็ยื่นฟ้องแบบเป็น กลุ่ม (class action) สองปีผ่านไป คดีนี้ก็เตรียมจบลงด้วยการยอมความกันนอกศาลโดยทางแอปเปิลจะจ่ายเงินให้กับผู้ใช้ iPhone 4 ในสหรัฐฯ คนละ 15 ดอลลาร์
        การยื่นเอกสารเพื่อขอเงินชดเชยจะทำได้ถึงวันที่ 28 สิงหาคม ส่วนถ้าใครต้องการถอนชื่อออกจากผู้มีสิทธิ์ หรือจะคัดค้านข้อตกลงนี้สามารถทำได้ภายในวันที่ 15 มิถุนายน หากไม่มีใครคัดค้านก็จะปิดคดีนี้กันในที่สุด

News : ศึก nano SIM - โนเกียบอกถ้าแอปเปิลชนะถึงให้ฟรีก็ไม่เอา, RIM แฉแอปเปิลสวมรอยพนักงานมาโหวต


     กระบวนการลงมติเลือกมาตรฐาน nano SIM ขององค์กรควบคุมมาตรฐานโทรคมนาคมยุโรป (ETSI) ได้เริ่มต้นแล้วซึ่งคาดว่าผลจะออกในไม่กี่วันข้างหน้า แต่ดูเหมือนวิวาทะจากฝ่ายตรงข้ามกับแอปเปิล ซึ่งนำโดยโนเกีย ที่มีผู้สนับสนุนคือโมโตโรลาและ RIM จะยังไม่จบ หลังจากที่แอปเปิลออกมาบอกว่าถ้าหาก ETSI เลือกมาตรฐานของแอปเปิลแล้วแอปเปิลจะไม่เก็บค่าธรรมเนียม
     โนเกียกล่าวว่าการออกมาบอกจะไม่เก็บค่าธรรมเนียมของแอปเปิลนั้น ไม่มีอะไรมากกว่าการพยายามทำลายคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญาในฝั่งคู่แข่งทั้งหมด เพราะหากพิจารณาแล้วการออกแบบของแอปเปิลนั้นไม่มีอะไรมากกว่าการตัดขอบ 4 ด้านของ micro SIM แล้วเพิ่มถาดพลาสติกเข้ามา ซึ่งไม่ก่อให้เกิดเทคโนโลยีใหม่อย่างที่ ETSI ต้องการในเงื่อนไขแถมยังเพิ่มภาระต้นทุนในฝั่งผู้ผลิตอีก ขณะที่การออกแบบของโนเกียนั้นเป็นการออกแบบใหม่ทั้งหมดที่ช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้อีกด้วย
      โนเกียยังออกแถลงการณ์เพิ่มเติมโดยหวังว่าสมาชิกของ ETSI จะเลือกมาตรฐานที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่ออุตสาหกรรมและผู้บริโภค อีกทั้งระบุว่าถ้าหากมาตรฐานของแอปเปิลถูกเลือกจริง ฝั่งโนเกียถือว่าไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่ ETSI กำหนดขึ้นมาเอง จึงจะไม่ขอเข้าร่วมรับสิทธิใช้มาตรฐานดังกล่าวแม้จะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมก็ตาม
       ด้าน RIM ที่อยู่ข้างเดียวกับโนเกียก็ออกมาทำเอกสารแฉ ระบุว่าแอปเปิลมีการส่งพนักงานของตนเข้าไปสวมตำแหน่งว่าเป็นตัวแทนจากบริษัทต่างๆ ที่เป็นสมาชิกของ ETSI ซึ่งตรวจสอบพบแล้ว 3 บริษัทคือ Bell Mobility, KT Corp. และ SK Telekom โดยไม่มีการแจ้งว่าบุคคลเหล่านี้เกี่ยวข้องกับแอปเปิล ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎระเบียบของ ETSI ซึ่งต้องถูกตัดสิทธิจากการเข้าร่วมลงมติ
เดาได้เลยว่าถึง ETSI มีมติออกมา เรื่องก็คงไม่จบง่ายๆ แน่



วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

Free App แนะนำ : LINE Card (Social Networking)


  • Category: Social Networking
  • Released: Mar 28, 2012
  • Version: 1.0.0
  • Size: 11.2 MB
  • Languages: English, Chinese, Japanese, Korean
  • Seller: NAVER JAPAN
  • © NAVER
Requirements: Compatible with iPhone 3GS, iPhone 4, iPhone 4S, iPod touch (3rd generation), iPod touch (4th generation) and iPad.Requires iOS 4.0 or later.











News : ผู้สร้าง Siri เผย สตีฟ จ็อบส์ ไม่ชอบชื่อนี้, เบื้องหลังการซื้อ Siri


         


         Dag Kittlaus หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Siri ไปพูดที่งาน Technori Pitch ในชิคาโก เขาเล่าถึงที่มาของชื่อ Siri ว่าความหมายของคำนี้คือ "สาวงามผู้นำคุณไปสู่ชัยชนะ" ในภาษานอร์เวย์
         เขาบอกว่าเคยทำงานกับผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Siri ในนอร์เวย์ อยากตั้งชื่อลูกสาวว่า Siri จากนั้นเขาพบว่าโดเมนเนมนี้ยังว่างอยู่ แถมการตั้งชื่อบริษัทที่ทำธุรกิจเพื่อคอนซูเมอร์ควรจะเป็นชื่อที่สะกดได้ง่าย ทำให้สุดท้ายเขาเลือกชื่อนี้ นอกจากนี้พอเขามีลูกจริงๆ กลับได้ลูกชาย ทำให้ชื่อ Siri กลายเป็นชื่อบริษัทของเขาเพียงอย่างเดียว
          เขายังเล่าว่าหลังถูกแอปเปิลซื้อกิจการในปี 2010 ปรากฏว่าสตีฟ จ็อบส์ ไม่ชอบชื่อนี้ แต่ก็หาชื่อที่ดีกว่าไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องอยู่กับชื่อ Siri ต่อไป (สตีฟ จ็อบส์ก็เคยไม่ชอบชื่อ iMac และ iPod มาก่อนเหมือนกัน แต่หาชื่อที่ดีกว่าไม่ได้)
          Dag Kittlaus เล่าถึงช่วงที่ถูกเสนอซื้อกิจการ ซึ่งตอนนั้น Siri เพิ่งออกแอพรุ่นแรกบน iPhone ในช่วงต้นปี 2010 ว่าหลังจากเปิดตัวไปแล้ว 3 สัปดาห์ ก็มีคนจากแอปเปิลโทรมาบอกเขาว่า Scott Forstall (หัวหน้าฝ่ายซอฟต์แวร์อยากคุยด้วย) ซึ่งเขาก็ตอบตกลง
          แต่เมื่อเขารับสาย คู่สนทนาก็พูดว่า "Dag, this is Steve Jobs."
          จ็อบส์เชิญให้เขาไปที่บ้านในวันรุ่งขึ้น และทั้งสองคนใช้เวลาคุยกัน 3 ชั่วโมงที่หน้าเตาผิง บทสนทนาเกี่ยวกับอนาคตของเทคโนโลยี จ็อบส์อธิบายว่าทำไมแอปเปิลจะประสบความสำเร็จ ส่วนเขาก็อธิบายว่า Siri กำลังทำอะไรอยู่
           Dag ชมว่าสตีฟ จ็อบส์ มีความสนใจในเรื่องการสั่งงานด้วยเสียงอยู่แล้ว แต่แอปเปิลอดทนและไม่ทำอะไรผลีผลามจนกว่าจะพบสิ่งใหม่จริงๆ และจริงจังกับมัน
           Dag ปิดท้ายว่าเขาโชคดีและจังหวะดีมาก แถมยังได้ทำงานร่วมกับสตีฟ จ็อบส์ ในปีสุดท้ายก่อนที่เขาจะป่วยหนัก ตอนนี้ Dag ลาออกจากแอปเปิลแล้ว เพื่อย้ายกลับไปอยู่ที่ชิคาโกกับครอบครัว และหาทางทำธุรกิจอื่นต่อไป

Cr : blognone.com 

News (ข่าวลือ) : แอปเปิลเริ่มเดินสายการผลิต MacBook Pro ใหม่เฉพาะรุ่น 15 นิ้วเดือนหน้านี้?


       หลังจากที่มีข่าวอินเทลพร้อมที่จะเปิดตัวแพลทฟอร์มประมวลผล Ivy Bridge รุ่น high power เดือนหน้านี้ ล่าสุด Digitimes รายงานว่าแอปเปิลกำลังเตรียมจะเดินสายการผลิต MacBook Pro รุ่นหน้าจอ 15 นิ้วรุ่นใหม่ในเดือนหน้า ส่วนรุ่น 13 นิ้วจะเริ่มเดินสายผลิตในเดือนมิถุนายน ซึ่งตรงกับเวลาเปิดตัว Ivy Bridge รุ่นความเร็วนาฬิกาที่ต่ำกว่าของอินเทลพอดี
      ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม 9to5Mac ไม่เชื่อว่าข่าวนี้จะเป็นจริงทั้งหมด เพราะว่าแอปเปิลไม่น่าจะใช้วิธีเปิดตัวสินค้าตระกูลเดียวกันคนละเวลากัน แต่ทิ้งระยะเวลาห่างกันเพียงแค่สองเดือน ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เกี่ยวกับสเปค รูปร่างหน้าตา หรือรายละเอียดเกี่ยวกับหน้าจอ Retina Display ไม่มีการเอ่ยถึงในรายงานนี้แต่อย่างใด

Update : ครึ่งนึงของครัวเรือนในอเมริกาจะมีสินค้าแอปเปิ้ลอย่างน้อยหนึ่งตัว


      ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมแอปเปิ้ลถึงเป็นบริษัทที่มี่รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์สูงเป็นอันดับต้นๆ เพราะจากการสำรวจ All-America Economic survey ที่ดำเนินการโดย CNBC พบว่าครึ่งนึงของครัวเรือนในอเมริกาจะต้องมีผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลอย่างน้อย 1 ตัวภายในบ้าน ส่วนจำนวนเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 3 ผลิตภัณฑ์
       การสำรวจครั้งนี้เป็นการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยทำผ่านโทรศัพท์บ้านและมือถือเก็บข้อมูลจาก 836 ครัวเรือน ซึ่งคำถามที่ใช้ในการสำรวจประกอบไปด้วยข้อมูลทางประชากร(เพศ,อายุ,อาชีพ,การศึกษา เป็นต้น) และอัตราความเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ล ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์, แท็ปเล็ต, แล็ปท็อป, มือถือและอุปกรณ์อื่นๆ
      ผลการสำรวจที่พบคือ มีจำนวนครัวเรือนถึง 50 % ที่บอกว่าพวกเค้ามีผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลอย่างน้อยหนึ่งตัวในบ้าน โดย 63% ของผู้ที่ครอบครองสินค้าเหล่านี้หนึ่งตัวจะมีอายุอยู่ในช่วง 18 – 49 ปี ในขณะที่ตัวเลขของผู้สูงอายุก็น่าตกใจเช่นกัน เพราะ 50% ของคนที่อายุระหว่าง 50 – 64 ปีก็ยังต้องมีผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลในครอบครอง ส่วนคนที่อายุเกิน 65 ปี จะเป็นเจ้าของแอปเปิ้ลแค่ 26 % เท่านั้น
      นี่แสดงให้เห็นว่าการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลจะมีความสัมพันธ์กับรายได้ เพราะครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000$ ต่อปีจะมีแค่ 28% เท่านั้นที่จะมีผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลแค่ครอบครัวละ 1 ชิ้น เทียบกับครอบครัวที่มีรายได้สูงกว่า 75,000$ จะมีอุปกรณ์ของแอปเปิ้ลในครอบครองสูงถึง 77% (แต่อย่างเพิ่งไปตัดสินเหมารวมว่าผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลจะเป็นตัวเลือกแรกๆของครัวเรือนที่มีฐานะ ตราบใดที่เรายังไม่มีผลสำรวจจากอุปกรณ์ที่ไม่ใช้ของแอปเปิ้ลมาเทียบนะ) นอกจากนี้ครอบครัวที่มีลูกมีแนวโน้มที่จะมีผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลภายในบ้านเช่นเดียวกัน
      จากผลสำรวจเหล่านี้เราพอจะอนุมานได้ว่าสินค้าของแอปเปิ้ลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอเมริกันและเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ consumer electronics ไปแล้วครับ

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

News : Apple ในออสเตรเลีย บอกยินดีคืนเงินให้กับลูกค้าที่เข้าใจว่า iPad ใช้ 4G ในออสเตรเลียได้


       
(ภาพโฆษณาของ Apple ใน US และ Australia ครับ)
       หลังจากที่หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศออสเตรเลีย (ACCC) ได้ออกมาบอกว่าการโปรโมท iPad ใหม่ของแอปเปิลที่ไม่รองรับการใช้งาน 4G LTE ในออสเตรเลียว่า "iPad with Wi-Fi + 4G" ถือว่าเป็นการพยายามที่จะทำให้ลูกค้าสับสน ล่าสุด แอปเปิลได้ออกมาบอกว่าลูกค้าที่เข้าใจผิด สามารถนำ iPad มาคืนกับแอปเปิลได้
      โดยทีมกฎหมายของแอปเปิลกล่าวว่า แอปเปิลไม่เคยอ้างว่า iPad ใหม่นี้จะใช้งานได้กับเครือข่าย LTE ของ Telstra ผู้ให้บริการ LTE เพียงรายเดียวของออสเตรเลียในตอนนี้ และยังบอกศาลอีกว่า iPad ใหม่นี้สามารถใช้งานความเร็วที่บางประเทศเรียกว่าเป็นความเร็ว 4G ได้ โดยแอปเปิลจะเริ่มส่งอีเมลแจ้งให้ผู้ซื้อทุกคนทราบว่าสินค้าดังกล่าวไม่สามารถใช้งาน LTE ในประเทศออสเตรเลียบนช่วงความถี่ 1,800 MHz ได้ และจะย้ำอีกครั้งก่อนที่ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อ ณ​ จุดขาย
      ในสหรัฐ ความเร็ว HSPA+ หรือที่ในบ้านเราชอบเรียกกันว่า 3G+ ที่มีความเร็วสูงสุดที่ 42Mbps ถูกทำการตลาดว่าเป็นความเร็ว  4G แต่การทดสอบหลาย ๆ ครั้งการใช้งานจริงบนเครือข่าย HSPA+ นอกสหรัฐฯ ทำความเร็วได้สูงกว่า LTE ในสหรัฐฯ​ เสียเอง (ตามวีดีโอข้างล่าง)

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

แนะนำ App : Taposé แอพจากไอเดียแท็บเล็ต Courier เปิดให้ดาวน์โหลดใน App Store แล้ว


      Taposé แอพบน iPad ที่ได้ไอเดียมาจากแท็บเล็ต Courier ของไมโครซอฟท์ที่ถูกล้มโครงการไปแล้ว ได้ปล่อยให้ดาววน์โหลดอย่างเป็นทางการ หลังจากที่มีข่าวครั้งแรกเมื่อราวสิบเดือนก่อน
      อินเทอร์เฟซของ Taposé จะต่างจากตอนออกแบบอยู่พอสมควร และหน้าตาเหมือนกับแอพ iPad มากขึ้น ตัวแอพเองรองรับทั้งการจดโน้ต นัดหมายเป็นกลุ่ม ส่งอีเมล์ ฯลฯ ซึ่งสามารถทำงานร่วมกัน และส่งข้อมูลด้วยการลากข้ามจอได้ หรือจะสลับไปยังแอพอื่นในสองหน้าจอที่ถูกเรียกว่า Slide Bar ก็ยังได้
        กว่าจะมาถึงจุดนี้ Taposé เผยว่าใช้เวลาในการส่งเข้า App Store ถึงสี่เดือนด้วยกัน โดยถูกปฏิเสธไปถึงสามครั้ง หลังผิดหลายกฏของแอปเปิลได้แก่ แอพรันหลายหน้าจอพร้อมกัน ใช้งานวิดเจ็ต และตัวแจ้งเตือนผิดกฏการใช้ รวมถึงระบบพื้นที่บนกลุ่มเมฆที่ต่ออายุอัตโนมัติทุกเดือน หลังจากแก้หมดแล้วตัวแอพจึงได้เข้า App Store
    เรื่องน่าสนใจคือเมื่อครั้งระดมทุนใน KickStarter ได้รับการสนับสนุนเงินจาก J Allard ที่เรียกว่าเป็นบิดาแห่ง Courier ก็ว่าได้
    Taposé เปิดให้ซื้อแล้วด้วยราคา 2.99 ดอลลาร์สหรัฐฯครับผม